รีวิว Spider-Man: Homecoming

 

หนังฮีโร่เรื่องปัจจุบันจากสตูดิโอยักษ์ใหญ่อย่าง Marvel Studio ที่รอบนี้ได้ ในซุปเปอร์วีรบุรุษที่ตามที่สุดชั่วกับชั่วกัลป์อย่างไอ้แมงมุมไปเดอร์แมน กลับมาทำเป็นภาพยนตร์โดดเดี่ยวเรื่องแรก ซึ่งก็ยังไม่จัดว่าได้ลิขสิทธิ์คืนมาเสียรู้เดียวเพียงแค่เป็นการพูดจากับค่าย Sony สำหรับเพื่อการทำหนังให้ออกมาเชื่อมโยงอยู่ในจักรวาลเดียวกับ MCU แล้วก็ไปดี้เวอร์ชั่นที่ ในโลกภาพยนตร์นี้ได้ ทอม ฮอลแลนด์ มาแสดง ซึ่งก็ได้ปรากฎตัวไปแว้บแล้วใน Captain America: Cilvil War การรีบูทไอ้แมงมุมครั้งที่ ในโลกภาพยนตร์นี้ตอนแรกผมกระปรี้กระเปร่ามากมายกับการมาของเขา รวมทั้งการประกาศหนังผู้เดียวHomecoming ถ้าว่าผมออกจะมีปัญหาเป็นอย่างมากกับวิธีการโฆษณาของ Homecoming ซึ่งรู้สึกว่าหลายท่านก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกัน ซึ่งมันจะปล่อยตัวปล่อยใจอย่างอะไรเยอะ เปิดเผยเรื่องราวของหนังจนถึงแทบทั้งหมด ไม่เหลืออะไรให้ทายใจแล้ว แถมยังประชาสัมพันธ์ไอรอนแมนซะราวกับนี่เป็นภาคที่ ของเจ้าเตารีด เลยทำให้ความมุ่งมาดที่มีต่อหนังประเด็นนี้มันน้อยมาก (และก็จิตใจมีความรู้สึกว่าจะห่วยแตกเลยล่ะแถมตัวผู้กำกับการเองก็มิได้น่าวางใจเยอะแค่ไหน ด้วยเหตุว่าจอน วัตส์ ก็มีการดูแลเพียงแค่ไม่กี่เรื่อง ที่ผ่านตาไปก็น่าจะเป็นงานอินดี้อย่าง Cop Cars นอกจากนั้นก็เป็นงานฉายโทรทัศน์ซะโดยมาก

แต่ว่าจะกล่าวว่าการประชาสัมพันธ์และก็หนังที่ออกมา มันสวนแล้วก็หลอกดาวมากมายนะครับ เพราะว่าสิ่งที่พวกเราคิดมันไม่ถูกหมดเลยเพราะว่าตามที่เป็นจริงแล้ว ความทะยานอยากของหนังประเด็นนี้ มันมิได้มากมายอย่างที่พวกเราคิด ด้วยเหตุว่าภาคนี้มันกล่าวถึงเรื่องภายหลังCilvil War ซึ่ง ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ในตอนวัยรุ่นอายุ 10 กว่าผู้มี โทนี่สตาร์ค เป็นไอดอล ภายหลังเปิดตัวในการสู้รบใหญ่แบบงั้น เค้าก็พบว่าตนเองเป็นไปได้มากยิ่งกว่ารอช่วยเหลือผู้ลำบากในเมืองทั่วๆไปแล้ว เค้าพร้อมจะทำภารกิจสำคัญมากมาย เพียงแต่ว่าโทนี่ยังคิดว่าปีเตอร์ยังเด็กไปแค่นั้น ปีเตอร์หรือไปดี้ของพวกเราก็เลยบากบั่นทุกทาง เพื่อหาทางพิสูจน์ว่าเขาเป็นวีรบุรุษได้ รวมทั้งเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้

ผมรักสำหรับการที่เพียงพอเอาเข้าที่จริงแล้ว อย่างที่บอกหนังมันมิได้ใหญ่อะไรมากมาย มันให้ความรู้ความเข้าใจสึกเสมือนมองอนิเมชั่นตอนนึง (ซึ่งกลิ่น mood and tone ของหนังมาในเบอร์นั้นแม้กระนั้นที่มันลึกไปกว่านั้นเป็น การผันตัวมาเป็นหนัง coming of age อย่างเต็มกำลัง ซึ่งจุดนี้เองก็เป็นเสมือนดาบสองคมเช่นเดียวกันนะครับ จุดเด่นของมันซึ่งมันพาพวกเราไปตรวจสอบมุมมองใหม่ๆของผู้แสดง ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ หรือไปดี้ได้ดิบได้ดีแล้วก็น่าดึงดูดมากมาย ด้วยวัยและก็สภาพสังคมของผู้แสดงในเรื่อง เสมือนดูหนังไฮสคูลเรื่องนึง แม้กระนั้นข้อบกพร่องของมันเป็นจุดนี้มันเด่นมากมาย แม้กระนั้นตัวหนังเองกลับไม่มีความเอาใจใส่ ไหมได้ให้น้ำหนักกับฉากต่อสู้มากแค่ไหน ฉากต่อสู้ในหนังหัวข้อนี้จืดชืดและก็ปกติมากมาย ไม่น่าจำเท่าไรเลย ผมเลยรู้สึกเสียดายมากมาย ถ้าหากเน้นย้ำนี้อีกนิด Spider-Man: Homecomingบางทีก็อาจจะแปลงเป็นภาคที่เหมาะสมที่สุดเลยก็ว่าได้ 

แต่ว่าหนังประเด็นนี้มันไม่ห่วยแตกจริงๆครับผม โอเคล่ะ ไม่ปฎิเสธว่าการที่ปลดปล่อยภาพแล้วก็แบบอย่างมาก มันเป็นจุดอ่อนจริงๆหนังเดาได้ง่ายอย่างยิ่ง แม้กระนั้นก็มิได้ว่าเปิดเผยหมดขนาดนั้นครับ ที่ผมต้องการบอกเป็นพอเพียงมาดูจริงๆหนังมันก็เพลิดเพลินใจมากมายเพราะเหตุว่าหนังมันอัดแน่นไปด้วยมุกเฮฮา รวมทั้งนักแสดงที่มีเสน่ห์มากมายมากมาย เว้นเสียแต่ปีเตอร์รวมทั้งยังมีป้าเมย์สุดแซ่บ เพื่อนพ้องเน็ด แล้วก็เซนดาย่า ยิ่งไปกว่านี้ ตัวร้ายอย่างวัลพบร์ก็ออกมาดียิ่งกว่าที่คิดมากขอรับ บางครั้งอาจจะเนื่องจากว่า ไมเคิล คีตัน ออกจะเล่นดีอย่างยิ่งจริงๆ 

Spider-Man: Homecoming ก็เลยเป็นหนังที่ผมรู้สึกกลางค่อนไปทางถูกใจ เพราะเหตุว่ามันมองเพลิดเพลินมากมาย มองไป หัวเราะไป นักแสดงน่าจำ อ๋อแล้วไอรอนแมนกับสตาร์มิได้ออกเยอะแยะเหมือนอย่างที่คิด มองจบแล้วเลิกเย้าแหย่เลย (แหม่แม้กระนั้นการประชาสัมพันธ์มันเชิญคิดจริงอะฉากแอ็คชั่นบางทีก็อาจจะจืดชืดไปก็จริง แต่ว่าแฟนมาร์เวล หรือแฟนไอ้แมงมุม ผมมั่นใจว่าไม่สมควรพลาดกันอยู่แล้วนะครับ แน่ๆว่าหัวข้อนี้มีฉากเอนด์เครดิต ตัวครับ ตัวด้านหลังนี่ดีเลิศมากมาย ห้ามพลาดขอรับ!